วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ว่าด้วยเรื่อง Aloe By The One

Aloe By The One

  มาทำความรู้จักกับ Aloe กันก่อนนะครับ ที่คนไทยเราคุ้นเคยและรู้จักกันดีก็คือ "ว่านหางจระเข้" นั้นเอง หากได้ยินชื่อแล้วบางคงก็คงนึกถึง ว่านหางจระเข้ที่เวลาเราเป็นแผลพลุพองแลวเราก็นำมาทาที่แผล ซึ่งนั้นก็เป็นเพียงสายพันธุ์ไม้สปีชีย์ของ Aloe เท่านั้นครับ เพราะจริงๆแล้ว Aloe ที่มีวางขายตามตลาดต้นไม้สวยงามจะเป็นไม้ Hybrid แถบทั้งสิ้นครับ เมื่อมีการนำมาเพาะเลี้ยงย่อมมีการพัฒนาสายพันธ์ขึ้นครับ โดยแต่ละคนเมื่อพัฒนาได้ เห็นว่าตัวไหนถูกใจก็จะตั้ง Number เป็นของตัวเอง ซึ่งการแยกแยะในปัจจุบันอาจทำได้อยากถ้าตัวไหนเราไม้มั่นใจชื่อให้เรียกว่า Hybrid ไว้ก่อนครับ

การเลือกซื้อ Aloe By The One

   Aloe เป็นไม้ที่ถ่ายรูปให้เหมือนกับต้นจริงได้ลำบากมาก เวลาที่เราสั่งมาจาก Pantown หรือ Facebook ต้นที่ได้มาอาจจะสวยกว่าในรูปอยู่นิดหน่อย ทั้งสี เทจเจอร์ และฟัน มันก็เป็นการลุ้นไปในตัวว่าเราได้มาจะสวยไหม แต่สำหรับคนที่ไปเดินตามสวน หรือเจเจ แล้วอยากจะหาต้นที่สวยๆมาเลี้ยง ผมแนะนำว่าให้เลือกที่ถูกใจเราครับ เพราะ Aloe มีหลากหลายส่วนมากก็จะเป็นตัว Hybrid มาผสมกันจนอาจจะไม่รู้ชื่อก็มี เวลาผมไปเดินเลือกซื้อผมก็จะเลือกต้นที่ผมชอบซะส่วนใหญ่ ซึ่งก็จะไม่เหมือนกับเพื่อนที่ไปเดินด้วยกันครับ ความชอบคนเรามันต่างกัน แต่ก็จะมีหลักการเลือกอยู่เล็กน้อยสำหรับผมก็คือ
  • ฟอร์ม ผมจะดูฟอร์มใบโดยรวมเป็นอย่างแรก ซึ่งมันก็จะมีหลากหลายฟอร์มเช่น ฟอร์มตั้ง ฟอร์มแบะ ฟอร์มงุ้ม ที่สำคัญเลยคือดูแล้วสมดุลกันทั้งต้น แต่หากดูแล้วต้นไหนมีแววแต่ฟอร์มไม่สวย สามารถซื้อมาไล่ฟอร์มใหม่ดูได้นะครับ
  • เกล็ด หรือ เทคเจอร์ ตัวนี้อาจจะไม่สำคัญในบางตัว แต่สำหรับคนที่ชอบสายนี้แล้วถือว่าสำคัญมากๆเลยทีเดียว เพราะเจ้าตัวนี้แหละที่เป็นเสน่ห์ของ Aloe เลยก็ว่าได้ ก็จะมีหลากหลายแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน ส่วนตัวผมชอบแบบเทคเจอร์ขีดยาว และนูนออกมาเป็นแนวของลูกผสม Sunrise
  • ฟัน Aloe ก็เป็นอีกจุดเด่นของ Aloe ซึ่งก็จะมีหลากหลาย ทั้งที่สีโหดๆ ฟันเยอะๆถี่ๆ และอีกหลายแบบ ตรงนี้ใครชอบแบบไหนเลือกกันตามสบายเลย
  • สี เป็นสิ่งที่โดดเด่นเลย ตัวผมหันมาเลี้ยง Aloe ก็เพราะโดนใจสีของมันเนี้ยแหละครับ แดงได้ใจมาก แต่สีอื่นก็มีนะครับ ทั้งขาว เหลืองและเบสิกเลยคือเขียวครับ
  • สุดท้ายเลยคือตรวจสอบว่า Aloe ต้นนี้มีโรค หรืออะไรหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นตำหนิผมจะไม่ซีเรียสครับ เพราะ Aloe เป็นไม้ที่สามารถไล่ฟอร์มใหม่ได้ ตำหนิซักพักมันจะหายไปเองครับ
  สำหรับการเลือกซื้อจากที่พรรณามายาวเหยียด แต่จุดสำคัญก็อยู่ที่ว่าเราชอบต้นไหน ต้นนั้นแหละซื้อมาได้เลยครับง่ายๆแค่นี้เอง ^^

การเลี้ยงดู Aloe By The One

  การดูแล Aloe เป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยาก พูดได้ว่าเป็นไม้ที่ดูแลง่ายมาก ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นพวกที่ดูแลง่ายกว่าแคคตัสครับ เพราะเวลาที่ไม้ขาดการดูแลเรายังสามารถฟอร์มไม้ให้สวยได้ใหม่ ไม่เหมือนกันแคคตัสที่เวลาเสียทรง เสียฟอร์มแล้วก็จะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องเอาใจใ่มันมากครับ เป็นไม้ที่ทนมากๆ วิธีการดูแลก็มีไม่กี่ข้อ ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายเลยครับ
  • การรดน้ำ Aloe เป็นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก ยิ่งถ้าเราอยากให้มันขับสีออกมาด้วยแล้ว หากเราเลี้ยงแบบทั่วๆไป ยิ่งให้น้ำเยอะสีมันจะเขียวและใบอวบเต่งตึงครับ ผมจะรดน้ำประมาณ 3-4 วันคร้ง แต่บางคนหากไม่มีเวลาอาทิตย์ละครั้งกำลังดีครับ
  • แดด Aloe เป็นไม้ที่ชอบแดดครับ ผมแนะนำแดดช่วงเช้าเพราะไม่ร้อนมาก แล้วจะไม่ทำให้ใบไหม้ด้วย แต่ก็ขึ้นกับการเลี้ยง เราสามารถเพิ่มแดดได้ แต่ควรที่จะเพิ่มที่ละน้อยๆ ไม้ที่ได้มาเราไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมเขาดูแลอย่างไร หากเรารีบร้อนตากแดดไว้ทั้งวันอาจทำให้ใบไหม้เสียสวยไปเลย แต่ข้อดีของแดดก็คือ จะช่วยขับสีของ Aloe และ ลักษณะของฟอร์มก็ขึ้นกับแดดเช่นกันนะครับ ยกตัวอย่างเช่น Aloe ที่ได้แดดน้อยฟอร์มใยจะออกตั้งๆ ส่วนต้นที่ได้แดดมากฟอร์มใบจะกางออกครับ
  • ปุ๋ย สำหรับผมแล้วผมจะไม่ใส่ปุ๋ยครับ แต่หากใครต้องการก็แนะนำออสโมโคส ปุ๋ยสามัญประจำบ้านครับ
  • การที่ Aloe จะขับสีและฟอร์มออกมาเราสามารถทำได้หลายวิธี คือ การอั้นกระถางเพื่อให้รากมีจำกัด หาอาหารได้น้อย ก็จะช่วยให้ไม้ขับสีได้ และอย่าตกใจหากเราเปลี่ยนกระถางหรือดินใหม่แล้วไม้มีสีเขียวขึ้น นั้นเป็นเพราะไม้สามารถที่จะหาอาหารได้เยอะและนำไปสร้าง คอลโรฟิลล์นั้นเอง ในธรรมชาติเองนั้นเมื่อถึงฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ไม้จะขับสีออกมาอย่างเต็มที่เพราะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ไม้จะเกิดภาวะเครียดและจะขับสีออกมานั้นเอง

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สูตรดิน Cactus&Succulent By The One

สูตรดิน Cactus&Succulent By The One

   มือใหม่ที่เริ่มเลี้ยงไม้อวบน้ำอาจจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจำเป็นต้องใช้ดินผสม "ใช้ดินทั่วไปไม่ได้หรือ?" คำตอบคือได้ครับแต่ไม่แนะนำ เพราะดินปลูกต้นไม้ทั่วไปนั้นมีความแน่น ไม่โปร่งซึ่งเป็นสาเหตุของการโตแบบไม่เต็มที่เนื่องมาจากการที่รากเดินไม่ดี ดั้งนั้นการที่เราผสมดินปลูกก็เพื่อให้รากเดินได้ดี ไม่ทำให้ดินอุ้มน้ำมากเกินไปซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเน่าได้

ส่วนประกอบปลูก

  • ดินใบก้ามปู ร่อนเอาใบและกิ่งไม้ออกก่อน (สำหรับการปลูก Aloe ไม่ต้องร่อนละเอียดมากก็ได้ครับ แต่สำหรับผมแล้วจะร่อนละเอียดและใช้เหมือนกันทั้งหมดครับ)
  • แกลบเผา อาจหายากหน่อยสำหรับบ้างที่ จะใช้เป็นเพอร์ไรท์ หรือเวอร์มิคูไรท์แทนก็ได้นะครับ ส่วนตัวจะชอบแกลบเผ่าเพราะน้ำหนักเบาดีครับ
  • หินภูเขาไฟเบอร์ 00
  • ทรายหยาบ ในบางครั้งที่ผมใช้ทรายในการผสมจะไม่ใช้ทรายละเอียดครับเพราะมันจะแน่นเกินไป

ส่วนในการผสม By The One

   ดินที่ผมใช้ปลูกปัจจุบันจะใช้ส่วนผสมน้อยหน่อยครับ ประหยัดเงินและเวลาในการหา แต่ใช้ได้ดีในระดับนึงนะครับ อาจจะไม่เหมาะสมกับบางสถานที่ แต่สูตรนี้ลงตัวที่บ้านผมดีครับ

  • ดินใบก้ามปู 1 ส่วน
ดินใบก้ามปูที่มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ต้นไม้ทั่วๆไป
ผมจะนำมาร่อนก่อนใช้ครับ
    จากนั้นก็จะได้ดินก้ามปูร่อนตามภาพครับ
  • แกลบเผา 1 ส่วน
ราคาไม่แพงครับ แถมเบาด้วย
  • หินภูเขาไฟ 1 ส่วน
หินภูเขาไฟเบอร์ 00 อาจจะแพงหน่อย ถ้าหาแบบกระสอบได้จะถูกลงครับ จะใช้เป็นเพอร์ไรท์แทนได้ครับ
  • อื่นๆ ถ้าหาได้ผมจะผสมลงไป 1/2 ส่วนครับ
เอาส่วยผสมคลุกให้เข้ากันครับ

ได้ดินปลูกมาแล้วครับ ดินตัวนี้ต้องรดน้ำก่อนเอาหินโรยนะครับ เพราะดินอาจจะยุบตัวลงไป
แล้วค่อยเติมไปที่หน้าดินก่อนเอาหินโรงครับ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การเพาะเมล็ดจากฝัก Melo By The One

เพาะเมล็ด By The One

   วันนี้ผมจะมานำเสนอวิธีการเพาะเมล็ดในแบบฉบับของ The One ให้ดูครับ บทความนี้ผมจะอัพเดทเรื่อยๆ เนื่องจากผมจะทำแล้วอัพเดทให้ได้ดูกันเลย โดยผมจะทำทีละขั้นตอน และอธิบายง่ายๆให้ทุกคนเข้าใจ ซึ่งวิธีการนั้นผมก็จะนำความรู้จากพวกพี่ๆมาดัดแปลงเองนิดหน่อย ถ้าผิดพลาดก็ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ

ขั้นตอนเตรียมเมล็ดในการปลูก

อุปกรณ์

  • ขัน
  • ตะแกรงตาถี่
  • ใบมีดโกน
  • ฟอร์เซ็บ
  • ทิชชู
  • และที่ขาดไม่ได้เลยคือฝักของเจ้าต้นที่เราจะปลูกครับ
 



ขั้นตอนการล้างเมล็ด

  • อย่างแรกผมจะเอามีดโกนผ่าเมล็ดออกจากฝัก
  • จากนั้นนำเมล็ดออกมาวางบนทิชชู โดยผมจะใช้ฟอร์เซ็บคีบออกมา ทำการเช็ดเอาเนื้อของฝักออกให้มากที่สุด

  • จากนั้นนำหยิบเมล็ดแล้วยีลงในตะแกรงตาถี่ที่รองน้ำไว้ดังภาพ เผื่อทำความสะอาดเมล็ด 

  • ร่อนอีกครั้งเผื่อทำความสะอาดเยื้อที่ติดอยู่กับเมล็ด 


  •  จากนั้นก็รอจนกว่าเมล็ดจะแห้งครับ โดนในที่นี้ผมจะทำการรอเป็นเวลา 1 วัน


การเพาะเมล็ด

วัสดุและอุปกรณ์

  • ดินเพาะเมล็ด [พีสมอส 1 ส่วน + ดินปลูก 1 ส่วน(หินภูเขาไฟ00 1 ส่วน + ดินร่อน 1/2 ส่วน + แกลบ 1/2 ส่วน)]
ดินที่ผมใช้ปลูกไม้ธรรมดาครับ 1ส่วน ประกอบด้วย หินภูเขาไฟ00 1 ส่วน + แกลบเผา 1 ส่วน + ดินร่อน 1 ส่วน

พีสมอสที่ใช้ผสม 1 ส่วน

พีสมอสกับดินปลูกอย่างละ 1 ส่วน

นำมาผสมกันครับ

สำเร็จครับ ดินเพาะเมล็ด
  • พีสมอส
ผมซื้อแบบที่เค้าแบ่งขายกันถุงละ 10-20 บาทครับ เพราะผมไม่ค่อยได้เพาะบ่อยเท่าไหร่
  • หินภูเขาไฟ หรือวัสดุรองก้นอื่น (ถ่าน มะพร้าวสับ)
  • กระถาง
  • กล่องพลาสติกใสที่แสงสามารถเข้าได้ แนะนำสำหรับคนเพาะเยอะๆครับสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องมานั้งมัดถุงให้เสียเวลา (ใช้ถุงพลาสติกแทนได้)
  • ยากันเชื้อรา + B1 (ในครั้งนี้ผมไม่ได้ใส่ลงไปนะครับ)
  • เมล็ด
หลังจากที่ล้างเมล็ดและตากให้แห้ง เราสามารถเก็บไว้ได้ โดยใส่ถุงซิบล็อกแล้วแชร์ไว้ในตู้เย็น สำหรับชุดนี้ผมเอาไว้ข้างนอกนานเลย ไม่รู้ว่าจะมี % การรอดเท่าไหร่จากที่ว่าจะเพาะเลยแต่ดันไม่มีพีสมอสครับ

ขั้นตอนการเพาะ

  • นำหินภูเขาไฟมารองที่ก้นกระถาง
สำหรับท่านที่มีน้อยใช้อย่างอื่นรองก้นแทนได้ครับ
  • ใส่ดินเพาะลงไป 3/4 ของกระถาง

  • ใส่พีสมอสลงไปเกือบเต็มกระถาง

  • โรยเมล็ดให้กระจายให้ทั่ว

  • กลบด้วยพีสมอสบางๆ

  • ใส่น้ำลงไปในกล่องพลาสติกพอให้ซึมเข้ากระถางหมดและเหลือในกล่องครับ (ใช้ฟ็อกกี้ฉีดให้ชุ่มก่อนได้ครับ)
ใสๆจะได้ส่องเด็กๆได้ครับ ร้าน 20 บาทมีขายหลายขนาดอยู่ครับ
  • ปิดฝากเอาวางหลบแดดครับ อีกไม่นานเมล็ดก็จะงอกมาครับ

** หลังเมล็ดงอกผมจะอัพเดทรูปให้ชมนะครับ วันที่ลงเพาะ 26/2/58 **

อัพเดทรอบแรกครับ 2/3/58 เมล็ดงอกออกมาบ้างแล้วครับ
อัพเดทรอบสองครับ 7/3/58 ค่อยๆถยอยออกมาให้เห็นกันแบบชื้นใจแล้ว